ปัญหาของลูก กับโทรศัพท์มือถือ หรืออินเตอร์เน็ต

ปัจจุบันอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ เกมออนไลน์ มีบทบาทอย่างมากในชีวิตของลูกๆ คนเป็นพ่อแม่ ห้ามก็แล้ว ด่าก็แล้ว แต่ก็แยกเด็กๆ ออกจากอุปกรณ์สื่อสารพวกนี้ยังไงดี  เด็กๆ จะมีข้ออ้างเสมอว่าใช้ทำงานกับเพื่อน ทำงานกลุ่ม หรือค้นคว้าหาข้อมูล  จนพ่อ แม่ ต้องใจอ่อนทุกที ทำไมถึงติดขนาดนั้นนะ?

ในความเป็นจริงนั้นหากปล่อยให้เด็กๆ เล่นโทรศัพท์มือถือมากเกินไปจะส่งผลกระทบในหลายๆ อย่างกับชีวิตพวกเขาในอนาคต เช่น ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง  การเข้าสังคม ปัญหาความรุนแรง  หรือแม้กระทั่งปัญหาทางสุขภาพร่างกาย  คำถามคือ แล้วเราจะแยกพวกเขาออกจากเจ้าอุปกรณ์หน้าตาสี่เหลี่ยมนี้ยังไงล่ะ?

ปัจจุบันเราเถียงไม่ได้ว่าชีวิตดำเนินไปควบคู่กับระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก  สามารถรู้ได้ทุกเรื่องที่อยากรู้  สามารถเที่ยวได้ทุกประเทศที่อยากไป  สามารถคุยกับทุกคนได้ที่อยากคุย  และสามารถหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ เพียงแค่นั่งอยู่หลังหน้าจอสี่เหลี่ยม  อินเตอร์เน็ตมีทั้งประโยชน์มากมาย แต่ก็มีโทษมากมายเช่นกัน

คนส่วนใหญ่เห็นข้อดีของอินเตอร์เน็ตมากมายมหาศาล  ทั้งๆ ที่อาจจะรู้เกี่ยวกับข้อเสียอยู่บ้าง กลับพยายามที่จะมองข้ามและไม่ใส่ใจ  แต่เมื่อปัญหาที่เกิดขึ้นโดยมีอินเตอร์เน็ตเป็นสาเหตุนั้นค่อยๆ ก่อตัวใหญ่โตขึ้น จนในที่สุดเราอาจจะหาทางแก้ไขได้ยากมาก  โค้ชจึงอยากให้ผู้ปกครองหันมามองดูสาเหตุตัวการสำคัญที่เป็นบ่อเกิดของปัญหาหลายๆ อย่าง และหาทางแก้กันค่ะ

ตัวอย่างที่1  A: ทำไมลูกชายผมก้าวร้าว แกล้งเพื่อน ชกต่อยเพื่อนตลอดเวลา ผมพยายามหาทางแก้หลายทาง คุยก็แล้ว ด่าก็แล้ว แต่สุดท้ายผมก็ต้องไปลงเอยที่ห้องพักครูฝ่ายวินัยอยู่ดี ผมก็ไม่เคยสอนให้ลูกรังแกคนอื่นเลยซักครั้งเดียว เขาเป็นแบบนี้ไปได้ยังไงกัน..

ตัวอย่างที่2  B: ทำไมลูกสาวของฉันเป็นเด็กขี้อายขนาดนี้พูดก็เสียงเบาอย่างกับดอกพิกุลทองจะหล่นออกจากปากเขาให้ได้เวลาเขาพูด ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียวในห้อง ไม่ชอบสุงสิงกับใคร  ฉันยังต้องถามเขาว่าไม่ไปเที่ยวกับเพื่อนบ้างหรอลูก  เขาก็ตอบฉันว่าไม่อยากไปขออยู่บ้านจะดีกว่า  ฉันก็แค่อยากให้เขาเข้ากับเพื่อนบ้าง เขาสังคมเหมือนตอนที่พวกเราเล่นหมากเก็บล้อมวงคุยกันบ้าง ฉันไม่เข้าใจว่าเขาอยู่ของเขาคนเดียวแบบนี้เป็นอาทิตย์ๆ ได้ยังไงกัน…

ตัวอย่างที่3   C: ลูกดิฉันมีปัญหาอย่างหนึ่งค่ะ เขาจะอยู่ไม่นิ่งไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม  อ่านหนังสือก็ได้ชั่วครู่  จะทำกิจกรรมต่างๆ ก็ได้แค่ระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น  ดิฉันพยายามจะหากิจกรรมให้ลูกได้ทำ หาสิ่งที่เขาชอบเผื่อจะแก้ปัญหาส่วนนี้ของเขาได้บ้าง  โค้ชพอจะมีคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหมคะ

ตัวอย่างที่4  D: โค้ชครับช่วยปรับบุคลิกของลูกชายผมให้หน่อยจะได้ไหมครับ  เขาเดินหลังค่อม  เดินเซ อ่อนแอ เหมือนสะกิดนิดเดียวก็ล้ม ผมควรทำยังไงดีครับ กีฬาช่วยได้หรือป่าว..

คำตอบของทุกปัญหาที่ผู้ปกครองต้องการอยู่ที่นี่ค่ะ..

“ให้ลูกได้เล่น กับเพื่อนจริงๆ ของเขา”  “ให้ลูกได้พูดคุยกับเพื่อนจริงๆ ของเขา”  “ไม่ใช่เพื่อนในโลกเสมือนจริง”

แต่ก่อนการที่เราคิดว่าอยากให้ลูกนิ่งตอนกินข้าวก็เปิดการ์ตูนให้ดู  อยากให้ลูกเก่งภาษาก็เปิดวิดีโอเกี่ยวกับการสอนภาษาให้ดู  ทั้งหมดนี้คือผิดค่ะ… และจะส่งผลมาถึงตอนเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ด้วย  ไม่ได้หมายถึงทุกคนจะเป็นแบบนั้นแต่งานวิจัยเผยให้เห็นว่ามีแนวโน้มอย่างมากค่ะ

จากการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์สมองพบว่า  การที่ให้เด็กอายุไม่ถึง 4ขวบดูวิดีโอ ยูทูป หรืออื่นๆ ที่ออกมาจากหน้าจอนั้นเป็นเรื่องที่ผิดมากค่ะ  ส่งผลไปถึงปัญหาในหลายๆ ด้านของเด็กซึ่งได้รับการวิจัยมาเป็นอย่างดีแล้วโดยกุมารเวชศาสตร์ในอเมริกาหลายๆ ท่าน

ตอบคำถามปัญหาA  ตัวอย่างหนึ่งในงานวิจัยเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งในโรงเรียนในแต่ละชั่วโมงที่พ่อแม่ปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่า 4ขวบ ดูโทรทิศน์เป็นประจำทุกวัน  นั่นเท่ากับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่เด็กจะไปก่อเรื่องเมื่อเข้าสู่วัยเรียนถึง 9 เปอร์เซ็นต์  มองเห็นแววควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่มาแต่ไกลเลย  จริงอยู่ที่เราไม่สามารถยืนยันเรื่องดังกล่าวได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม แต่สมาคมกุมารเวชศาสตร์ของอเมริกาได้ประเมินว่าความรุนแรงในสังคมกว่า 10-20 เปอร์เซ็นต์อาจเกิดจากการเสพสื่อที่มีเนื้อหารุนแรงทุกวัน

ตอบคำถามปัญหาB  ปัญหานี้เรามักเห็นกันแทบจะทุกวันอยู่แล้วแต่เราอาจจะละเลย ไม่สนใจไปบ้าง  เวลาเด็กเล่นโทรศัพท์มือถือ  หรืออยู่ในโลกเสมือนจริงของเขานั้น  อันที่จริงแล้วเขานั่งอยู่คนเดียวในโลกความเป็นจริงค่ะ  ไม่เคยได้ใช้คำพูดกับใคร  ไม่เคยได้เล่นกับใคร   ไม่เคยได้รับการสัมผัสจากใคร  และเมื่อเด็กอยู่ในโลกเสมือนจริงนี้ไปเรื่อยๆ  เด็กจะเริ่มถลำลึกเข้าไปและคิดว่าโลกเสมือนจริงนี้คือโลกแห่งความเป็นจริง  ช่วยดึงเขาออกมาทีเถอะค่ะ  พาเขาออกไปข้างนอก ทำกิจกรรมอื่นๆ  ให้เขาได้เห็นว่าโลกแห่งความเป็นจริงก็ไม่ได้โหดร้าย  และเขาจะเริ่มปรับตัวเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างช้าๆ

ตอบปัญหาC  ปัญหาของหน้าจอยังส่งผลไปถึงปัญหาในเรื่องของสมาธิและความสามารถในการจดจ่ออีกด้วย  งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าในทุกๆ ชั่วโมงที่เรายอมให้เด็กอายุต่ำกว่า 3ปี ดูโทรทัศน์นานขึ้น  โอกาสเสี่ยงที่เด็กเหล่านั้นจะมีปัญหาด้านการจดจ่อตอนอายุ 7ปี จะเพิ่มขึ้นกว่า 10 เปอร์เซ็นต์  ดังนั้น เด็กก่อนวัยเรียนที่ดูโทรทัศน์วันละ 3 ชั่วโมงมีโอกาสเสี่ยงที่จะมีปัญหาด้านการจดจ่อมากกว่าเด็กที่ไม่ดูโทรทัศน์ถึง 30 เปอร์เซ็นต์เลยที่เดียว

ตอบปัญหาD  การที่เด็กๆ นั่งเล่นแต่โทรศัพท์มือถือ  ดูโทรทัศน์  หรือนั่งจมกับยูทูปทั้งวัน  จะส่งผลให้กล้ามเนื้อของเด็กที่ควรจะพัฒนาและเติมโตในเวลาอันเหมาะสมนั้นไม่ได้ทำงานตามที่มันต้องทำ  คุณพ่อคุณแม่สังเกตดีๆ นะคะ  ที่หลังค่อมเพราะนั่งเล่นเกมอยู่ท่านั้นนานๆ หรือป่าว  ร่างกายของเราฉลาดมาก  มันสามารถปรับรูปร่างทั้งกล้ามเนื้อ กระดูกสันหลังให้เหมาะแก่การใช้ชีวิตประจำวันได้ไม่ยาก  เมื่อเด็กๆ นั่งท่านั้นบ่อยๆ ร่างกายเลยคิดว่าต้องปรับสรีระให้เข้ากับการใช้งานให้ได้มากที่สุด  และนั่นคือผลที่ร่างกายได้ให้เป็นรางวัลกับลูกๆ ค่ะ  ส่วนขาที่ไม่แข็งแรงนั้นเพราะเขาไม่ได้ใช้ในการวิ่ง หรือเดินมากเท่าที่ควรจะเป็น  พาลูกๆ ออกไปวิ่งเล่น ไปเตะบอลกับพวกเขาบ้าง  เพื่อแก้ปัญหานี้ให้ดีขึ้นนะคะ

เราต่างก็เจอปัญหาและทางแก้ต่างกันไป  อยู่ที่การนำไปปรับใช้ในแต่ละครอบครัวนะคะ

กลับไปตอบคำถามแรก..สิ่งที่เราจะเอาไปแลกกับโทรศัพท์มือถือของลูกคือ “เวลา” ให้เวลากับเขาพาเขาไปทำกิจกรรมนอกบ้านร่วมกันบ้าง “จิตใจ” หมั่นสอบถามเขาว่าตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร  ไม่ต้องอายที่จะเป็นฝ่ายถามก่อน  ยังไงก็ต้องมีคนเริ่ม ถ้าลูกไม่เริ่มก็ต้องเป็นตัวคุณเองแล้วล่ะ..

ถ้าพ่อแม่ให้แค่ 2 สิ่งนี้กับลูกได้ปัญหาทุกอย่างจะดีขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ

-ด้วยความปราถนาดีจาก เจจู เทควันโด เชียงใหม่ ไทยแลนด์-

เนื้อหาบางส่วนจากหนังสือกฎการเลี้ยงลูกแบบนักวิทยาศาสตร์สมอง – John Medina(2014). Brain rules for baby. First published in United States by Pear Press. Thai language translation copyright(2020) by Welearn Co., Ltd.

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *