Mindset สอนลูกให้พยายาม

เมื่อไม่นานมานี้โค้ชได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมากๆ และตีพิมพ์ไปหลายประเทศ แปลไปหลายภาษาทั่วโลก 
หนังสือเล่มนั้นมีชื่อเรื่องว่า “Mindset” หรือชื่อภาษาไทยคือ “ใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา” เขียนโดย Carol S. Dweck เธอเป็นนักวิจัยชั้นนำของโลกในด้านบุคลิกภาพ  จิตวิทยาสังคม  จิตวิทยาด้านพัฒนาการ และยังเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด อีกด้วย
หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงแนวคิดของมนุษย์ โดยแบ่งได้เป็น 2 กรอบแนวคิดใหญ่ๆ คือ กรอบแนวคิดตายตัว และกรอบแนวคิดแบบพัฒนาได้
โดยทั้ง 2 แนวคิดนี้อธิบายแบบง่ายๆ โดยสังเขปประมาณนี้
กรอบคิดแบบตายตัว

หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวไว้ว่า  แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่คนเราอาจจะมีอยู่ในตัวไม่มากก็น้อย  บางคนก็รู้ตัว และบางคนก็ไม่รู้ตัว  เป็นแนวคิดที่ส่งผลถึงความสำเร็จในการพัฒนาตนเองในอนาคตเป็นอย่างมาก เพราะหากคนใดที่มีแนวคิดนี้มากก็จะเชื่อว่าตนเป็นคนเก่ง มีพรสวรรค์ และอาจไม่คิดจะพัฒนาตนเองอีกต่อไป  ทุกอย่างไม่สามารถมาเปลี่ยนความเก่งของฉันได้ทั้งสิ้น และความล้มเหลวที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่ความผิดของฉัน มันเป็นเพราะรถติด เพราะอากาศที่เย็นเกินไป หรืออาจจะเพราะเสียงที่ลอดออกมาจากหูฟังของเพื่อนที่มันทำให้ฉันไม่มีสมาธิต่างหาก ฉันจึงล้มเหลว

กรอบคิดแบบพัฒนาได้

แครอลได้กล่าวถึงกรอบแนวคิดแบบพัฒนาได้ว่า  หากผู้ใดมีกรอบแนวคิดนี้มากก็จะส่งผลให้ตัวเองประสบผลสำเร็จในอนาคตได้มากเช่นกัน  เพราะกรอบคิดแบบพัฒนาได้นี้จะเป็นความคิดที่ว่าผู้คนบนโลกนี้ไม่จำเป็นจะต้องมีพรสวรรค์  แต่สามารถพัฒนาตนเองอย่างหนักเพื่อถึงจุดหมายได้  แถมยังสามารถเป็นได้ทุกอย่างที่เราอยากเป็น แค่ต้องพยายามอย่างถูกทาง และทุกความล้มเหลวที่ฉันเจอมันเป็นเหมือนเครื่องมือที่จะทำให้ฉันเก่งขึ้นอีกในอนาคต

เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจึงกลับมาย้อนมองไว้ถึงอดีตว่า นักเรียนกี่คนๆ ที่ได้เคยสอนมานั้นไม่เคยมีใครเหมือนกันเลยสักคน แต่ทุกคนกลับเล่นเทควันโดได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ คนพิการ  ทุกคนต่างผ่านบททดสอบของเทควันโดมาได้หมดทั้งนั้นหากไม่ยอมแพ้และพัฒนาตนเองต่อไป..

หนังสือเล่มนี้พยายามจะยกตัวอย่างให้เห็นความแตกต่างของกรอบแนวคิดทั้ง 2แบบ ไว้หลายหัวข้อ แต่โค้ชขอยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดดังนี้..

หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงบทความในหนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก ไทมส์ ไว้หนึ่งประโยคที่ว่า “ความล้มเหลวสามารถแปรเปลี่ยนจากการกระทำ (ฉันล้มเหลว) ไปเป็นอัตลักษณ์ (ฉันเป็นคนล้มเหลว) และแนวคิดนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่มีกรอบคิดแบบตายตัว มีเชฟชื่อดังคนหนึ่งมีร้านอาหารเป็นของตัวเองและร้านของเขาได้รับ Guide Michelin ถึง 3ดาว เลยทีเดียวซึ่งเป็นมีไม่กี่ร้านในโลกนี้ที่จะได้รางวัลนี้  เขาเขียนสูตรอาหารอีกหลายเล่ม ออกผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปอีกหลายอย่าง ชีวิตเขาดูเหมือนจะไปได้ดี  แต่สุดท้ายก็มีข่าวออกมาว่าเขาฆ่าตัวตาย  สาเหตุเพราะเขาเสียคะแนนไป 2คะแนน จากคู่มือที่มีชื่อว่า GaultMillau จากคะแนน 19 เหลือ 17 คะแนนเต็ม 20 และมีข่าวลือมาว่าเขาจะเสียดาวไปดวงหนึ่งด้วย แต่เรื่องจริงแล้วเรื่องมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย ดาวของเขายังครบ แต่คำว่า “ตัวเองล้มเหลว” กลับเข้าครอบงำตัวเขาจนทำให้เขาฆ่าตัวตายในที่สุด

แล้วคนที่มีกรอบคิดแบบพัฒนาได้ล่ะจะมองเห็นความล้มเหลวว่าอย่างไร?  มีนักฟุตบอลคนหนึ่งเตะลูกบอลของตัวเองเข้าประตูตัวเองท่ามกลางกองเชียร์ล้นสนาม โชคดีที่เขาเป็นคนที่มีกรอบคิดแบบพัฒนาได้เขาเลยบอกตัวเองว่า  “ถ้าทำผิดก็ต้องหาทางแก้ให้มันถูก  ผมตระหนักดีว่าตัวเองมีทางเลือก ผมจะจมอยู่กับความเศร้าหรือจะทำบางอย่างกับมัน”  และในที่สุดครึ่งหลังเขาก็นำทีมของเขาทะยานสู่ชัยชนะ เกมนั้นเป็นการเล่นที่ดีที่สุดของเขาเกมหนึ่งเลยทีเดียว

LINE_ALBUM_สอบสาย 2672020_220117
เพราะฉะนั้น ในวันนี้นักเรียน นักกีฬา ของโค้ชทุกคนสามารถเลือกได้ว่าตนเองอยากมีกรอบคิดแบบไหน?

ลูกของเราจะเป็นแบบไหนนั้นขึ้นอยู่กับเราด้วยเช่นกัน ส่วนใหญ่ผู้ที่มีกรอบคิดแบบตายตัวนั้นจะเติบโตมาพร้อมกับความกดดันของครอบครัว และการชมแบบผิดๆ  เช่น เก่งมาก ดีมาก  เพอร์เฟคที่สุด ลูกจึงต้องทำให้คนอื่นเห็นว่าสิ่งที่แม่พูดนั้นถูก และจะไม่มีวันเป็นอย่างอื่นไปได้เพราะแม่ไม่มีตัวเลือกอย่างอื่นให้นี่นา บางทีลูกเดินชนโต๊ะแล้วร้องไห้ก็ไปบอกว่าโต๊ะผิดอีก  มันอาจเป็นมุกตลกที่สืบต่อกันมาเนินนานแต่การกระทำแบบนี้จะส่งผลให้ลูกไม่รู้ว่าทำอะไรผิด  หรือการชมว่าเก่งเฉยๆ นั้นลูกกลับคิดว่าตัวเองเป็นคนที่พิเศษและดีกว่าคนอื่นทั้งปวงแต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร

เมื่อเติบโตขึ้นอาจเจอเรื่องราวร้ายๆ แค่เพียงเล็กน้อยที่ผ่านเข้ามากระทบกับชีวิตที่เพอร์เฟคของตนเอง เขาอาจจะรับไม่ได้และอาจจะเกิดเรื่องน่าเศร้าดังเชฟดังเจ้าของดาว Michelin 3ดาว ผู้นั้นก็เป็นไปได้

แต่เดี๋ยวก่อนนะคะ โค้ชไม่ได้บอกว่าห้ามชมลูก เพราะการชมก็คืออาหารหล่อเลี้ยงใจเด็กๆ  แต่เราต้องชมอย่างมีเหตุผล เช่น  หากลูกสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้และเราอยากจะชมลูกว่าเก่งที่สุด  ลองเปลี่ยนเป็นการชมว่า “ลูกเห็นมั๊ย ความสำเร็จครั้งนี้ที่ลูกได้มา ลูกได้มาเพราะความพยายามของลูก ลูกสอบติดที่นี่เพราะการทุ่มเทอ่านหนังสืออย่างเอาเป็นเอาตาย  และวันนี้มันก็ให้ผลลัพธ์กับลูกแล้ว  ลูกเข้าที่นี่ได้ไม่ใช่เพราะลูกมีพรสวรรค์ แต่เป็นเพราะความพยายามของลูกต่างหาก”  นี่คือการให้เหตุผล  ถึงมันจะยาวไปหน่อยแต่ในระยะยาวแล้วการชมแบบนี้จะทำให้เด็กมีกรอบความคิดแบบพัฒนาได้  และสามารถยืดหยุ่นเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของโลกได้ เพราะว่า

“ถ้าความล้มเหลวมาเยือนอีก  ก็แค่พยายามแก้มันอีกครั้ง”

ก็แค่นั้นเอง…

หวังว่าเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะถูกใจหลายๆ ท่านนะคะ  หนังสือนี้ยังมีวางขาย ถ้าใครสนใจไปซื้อมาอ่านได้จากร้านขายหนังสือทั่วไปนะคะ  แล้วถ้าโค้ชได้อ่านเล่มไหนที่มีประโยชน์ต่อลูกๆ ก็จะนำมาแชร์กันอีก  สุดท้ายนี้  “ความเจ็บปวดมันเกิดขึ้นทุกๆ วัน   อยู่ที่เราจะจมกับมันหรือหาวิธีเดินหมากต่อไป”  แล้วเจอกันใหม่ในบทความหน้านะคะ

Leave a Comment